ดื่มด่ำกับความรู้

ก่อนคำว่า ซิมโพเซียม (Symposium) ที่จะถูกใช้ในความหมายของการประชุมสัมมนา หรือการอภิปรายทางวิชาการเช่นในปัจจุบันนั้น มันเคยหมายถึง ‘การประชุมดื่ม’ อันมีต้นกำเนิดมาจากอารยธรรมกรีกเมื่อราว 700 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเรียกกันว่า συμπόσιον หรือ symposion/symposio ที่มาจากคำว่า συμπίνειν หรือ sympinein ที่แปลว่า “ดื่มร่วมกัน”

Symposium หรือ ‘การประชุมดื่ม’ นั้นถูกจำกัดไว้ก็แต่ ‘ผู้ชาย’ โดยผู้หญิงที่จะเข้าร่วมได้คงมีแต่ hetairai หรือโสเภณีชั้นสูงที่มีความสามารถในการแสดง เต้นรำ และเล่นดนตรี (โดยเฉพาะขลุ่ย Aulos) เท่านั้น ซึ่ง ‘ผู้ชาย’ เกือบทั้งหมดนั้นจัดอยู่ในชนชั้นนำ (aristoi) ซึ่งนิยมใช้การประชุมดื่มเป็นพื้นที่พูดคุยเรื่องการเมือง และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การประชุมดื่มนี้ก็เป็นพื้นที่ที่เปิดไว้สำหรับการแลกเปลี่ยนและสร้างบทสนทนาเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม และโดยเฉพาะปรัชญาดังที่เห็นได้จากบทสนทนาเรื่อง Symposium ของเพลโต (Plato) นักปรัชญาชาวกรีกผู้มีชีวิตในช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล

Symposium ถือเป็นบทสนทนาที่สามารถบอกเล่า หรือให้รายละเอียดของการประชุมดื่มได้ดีที่สุดชิ้นหนึ่ง โดยตัวเรื่องราวบอกเล่าถึงเหตุการณ์ (ในอดีต) ที่มีผู้คนมากมายไปที่บ้านของอากาธอน (Agathon) เพื่อเฉลิมฉลองภายหลังจากละครของอกาธอนได้รับรางวัลชนะเลิศจากเทศกาล Dionysia เป็นหนแรก แต่ภายหลังจากการกินดื่มอย่างหนักหน่วงในคืนก่อน จึงได้แขกในงานเสนอว่า การประชุมดื่มในคืนต่อมา ควรจะเป็นไปในแบบพอประมาณ หรือเป็นการดื่มด่ำทางปัญญา (โดยร่ำสุราอย่างเหมาะสม) และจากเงื่อนไขนี้เองได้กลายเป็นที่มาของการแสดงปาฐกถาเรื่องความรัก หรือการถกอภิปรายว่า แท้จริงแล้วความรักคืออะไรกันแน่

Symposium ของเพลโตผ่านฝีมือ Anselm Feuerbach จิตรกรชาวเยอรมันจากศตวรรษที่ 19

โดยหนึ่งในทฤษฎีความรักที่เรียกกันว่าความรักแบบเพลโต (Platonic Love) ซึ่ง ณ ปัจจุบันใช้หมายถึงความรักเชิงมิตรภาพ ปราศจากเรื่องเพศ (Sexuality) ก็อยู่ในบทสนทนานี้ชิ้นนี้ของเพลโต หรือแม้แต่นิทานที่เล่าถึงมนุษย์ยุคแรกซึ่งมีทั้งเพศชายหญิงในร่างเดียวและมีพลังอำนาจมากเสียจนซุส (Zeus) ใช้สายฟ้าแบ่งร่างออกจากกัน จนกลายเป็นกำเนิดของมนุษย์เพศชายและหญิงที่ต่างโหยหากันและกัน ซึ่งเล่าโดยอริสโตฟานีส (Aristophanes) นักเขียนบทละครสุขนาฏกรรมชาวกรีกคนสำคัญก็ปรากฏในบทตอนหนึ่งของ Symposium ด้วยเช่นกัน

ตัวละครสำคัญที่เปรียบเหมือนตัวเอกในเรื่องก็คือโสเครติส (Socrates) ผู้เป็นอาจารย์ของเพลโตนั่นเอง โสเครติสในการประชุมดื่มนี้ได้ตั้งคำถามถึงนิยามความรักแบบต่างๆ ซึ่งในมุมมองของปิแยร์ อาโดต์ (Pierre Hadot) นักปรัชญาและผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กรีก-โรมันชาวฝรั่งเศส ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบทสนทนาชิ้นนี้ในฐานะที่เป็นหมุดหมายแรกของการวางแนวคิดเรื่องปรัชญาในความหมายของ “ความรักในปัญญา/ความรู้” โดยบทสนทนาระหว่างโสเครติสกับไดโอทิมา (Diotima) อาจารย์หญิงของเขานั่นเองที่ได้ลากเส้นแบ่งความเป็นปรัชญาและความเป็นนักปรัชญาให้ชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรก

โดยไดโอทิมามองว่านักปรัชญานั้นแตกต่างจากเทพ (god) หรือผู้รู้ (sage หรือ sophos ) ตรงที่ยังคงต้องการแสวงหาความรู้ ในขณะที่เทพหรือผู้รู้นั้นไม่ต้องการอีกแล้ว ผู้ที่ไม่ต้องการปัญญาจึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ผู้ที่มีปัญญาอยู่แล้วเช่น (เทพ หรือผู้รู้) และคนเขลาผู้ไม่สนใจจะรู้ ส่วนนักปรัชญาเป็นผู้ขาดในความรู้ และต้องการแสวงหาความรู้เรื่อยไป ภาพของนักปรัชญานั้นจึงมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ Eros หรือ ‘ความรัก’ คือเป็นสิ่งที่ ‘อยู่ระหว่าง’ หรือไม่เป็นทั้งเทพหรือมนุษย์

นอกจากข้อถกเถียงและวิวาทะเกี่ยวกับความรักและปรัชญาแล้ว บทสนทนานี้ยังแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบหลายอย่างในการประชุมดื่มที่เรียกได้ว่ามีความแปลก เช่น แขกเหรื่อที่มาจะถูกเชิญไปนั่งบนม้ายาว ซึ่งจัดทำไว้สำหรับท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน (คล้ายกับโซฟาเบดที่เรารู้จักในปัจจุบัน) และผู้ที่มางานก็จะนั่งหรือนอนอยู่ในลักษณาการดังกล่าวแทบตลอดการประชุมดื่ม โดยจะมีนักดนตรีคอยบรรเลงเพลงขับกล่อม ทาสรับใช้คอยบริการอาหาร และเสิร์ฟไวน์ ซึ่งการดื่มไวน์ของชาวกรีก ณ เวลานั้นนับว่ามีความแปลกพิสดาร และแตกต่างจากไวน์ที่เรารู้จักในปัจจุบัน ตรงที่ต้องนำมาผสมกับน้ำในภาชนะรูปทรงคล้ายเหยือกที่มีหูสองข้างที่เรียกว่า เครเตอร์ (Krater) เสียก่อนจึงจะนำไปเสิร์ฟได้

Krater เหยือกสำหรับผสมไวน์กับน้ำ

เหตุผลของการดื่มไวน์ผสมน้ำถูกมองว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมมากกว่าความแรงของไวน์ ที่กระบวนการหมักจะมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงสุดเพียง 18% (เพราะหากเลยไปแล้วยีสต์ หรือจุลินทรีย์ที่อยู่ในไวน์ก็จะตาย หรือไม่สามารถมีชีวิตได้) ดังนั้นการดื่มไวน์ผสมน้ำของชาวกรีกรวมถึงโรมันน่าจะเป็นเหตุผลทางด้านรสชาติ หรือทำให้สามารถดื่มได้ง่ายขึ้น

สูตรการผสมไวน์กับน้ำมีตั้งแต่อัตราส่วน 1:20 (ไวน์ 1 ส่วน น้ำ 20 ส่วน) เช่นใน Odyssey ของโฮเมอร์จนไปถึง 1:1 ซึ่งถือว่าเข้มข้นที่สุด ในข้อเขียนชิ้นหนึ่งของยูบูลัส (Eubulus) นักประพันธ์บทละครผู้มีชีวิตในช่วง 300 ปีก่อนคริสตกาล ได้กล่าวถึงธรรมเนียมการดื่มไวน์ที่เหมาะควรและไม่เหมาะควรเอาไว้ว่า

“สำหรับผู้ที่ยังมีสติดีอยู่ ข้าจะตระเตรียมไวน์ไว้ให้เขา 3 เหยือก: เหยือกที่ 1 เพื่อสุขภาพ (ที่พวกเขาต้องดื่มก่อน) เหยือกที่ 2 เพื่อความรักและความสุขใจ และเหยือกที่ 3 สำหรับการหลับไหล เมื่อเหยือกนี้หมดลง คนฉลาดจะกลับบ้าน ส่วนเหยือกที่ 4 นั้นไม่ใช่สำหรับข้าอีกแล้ว แต่เป็นสำหรับพฤติการณ์เลวร้าย เหยือกที่ 5 สำหรับการขู่ตะคอก เหยือกที่ 6 สำหรับคำหยาบคายและดูถูกเหยียดหยาม เหยือกที่ 7 สำหรับการทะเลาะวิวาท เหยือกที่ 8 สำหรับการทำลายเครื่องเรือน เหยือกที่ 9 สำหรับความสลดหดหู่ เหยือกที่ 10 สำหรับความบ้าและเสียสติ”

ในบทสนทนา Symposium ของเพลโตเองก็เน้นย้ำถึงการดื่มอย่างเหมาะสม และได้แสดงให้เห็นธรรมเนียมการดื่มไวน์จากจอกเดียวกัน โดยส่งวนไปทางขวามือ ในตอนท้ายเรื่อง ที่เหลือก็แต่เพียงโสเครติส อริสโตฟานีส และอกาธอนซึ่งยังคงดื่มไปจนถึงรุ่งเช้า

บทสนทนา Symposium จบลงด้วยการที่ผู้ประชุมดื่มทั้งหมดนอนหลับไป ยกเว้นก็เพียงโสเครติสเท่านั้นที่การดื่มด่ำทั้งสุราและการใช้ปัญญาไม่ได้ทำให้เขาอ่อนล้าสิ้นสภาพไป เขายังคงเดินกลับบ้านด้วยก้าวย่างที่มั่นคงเหมือนเช่นที่เขามา


อ้างอิง

-Pierre Hadot, What Is Ancient Philosophy?, translated by Michael Chase (London: Belknap Press, 2004).

Wine & Philosophy: A Symposium on Thinking and Drinking, edited by Fritz Allhoff (Oxford: Blackwell Publishing, 2008)


You May Also Like
Read More

Marmalade

ถ้าพูดถึงคำว่า ‘มาร์มาเลด’ ขึ้นมาในตอนนี้ คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกภาพแยมส้ม หรือแยมเปลือกส้มขึ้นมา โดยอัตโนมัติ เรียกได้ว่าคำว่า ‘มาร์มาเลด’ ที่แปลว่า ‘แยมส้ม’ นั้นกลายเป็นภาพจำและนิยามของคนปัจจุบันไปแล้ว หากแต่ว่าแยมส้มนั้นเรียกได้ว่าเป็น ‘ร่างแปลง’ ของมาร์มาเลด ที่ถูกแปลงร่างเปลี่ยนความหมายไปจนมีความหมายที่แตกต่างจนสิ้นเค้าเดิม
Read More
Read More

Shio Ramen

ชินโด ราเมง เป็นร้านที่ตั้งอยู่ระหว่างอาคารพาณิชย์สีเหลืองอ่อนในตรอกเล็กๆ ตรงข้ามกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ หากคุณโชคดีก็จะมีคนหนึ่งหรือสองคน ยืนต่อแถวข้างหน้าคุณ แต่หากโชคร้ายแถวนั้นอาจยาวเสียจนคุณไม่มั่นใจว่าท้องจะสามารถอดทนรอให้ลิ้นของคุณรับรสอันลึกล้ำได้หรือเปล่า เพราะว่ามันอาจส่งเสียงโวยวายเสียงดังเสียจนคนข้างๆ คุณต้องเหลียวหลังมามอง
Read More
Read More

Culinary Triangle

“การใช้ไฟปรุงอาหารคือนวัตกรรมที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์เช่นทุกวันนี้” โคลด เลวี-สโตรส (Claude Lévi-Strauss) เป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาคนสำคัญที่อายุยืนที่สุดในโลก แม้ชื่อของเขามักจะถูกนำไปจำสลับกับกางเกงยีนส์ยี่ห้อดัง แต่สำหรับโลกวิชาการแล้วนั้น เขาคือแบรนด์ทางความคิดที่แข็งแรงและคงอยู่ข้ามศตวรรษ
Read More
Jellied Eels
Read More

Jellied Eels

รสชาติของอังกฤษคืออะไร? หากไม่นับฟิชแอนด์ชิปส์ (Fish and Chips) พายเนื้อ (Meat Pie) ยอร์กเชอร์พุดดิ้ง (Yorkshire Pudding) ที่ยังได้รับความนิยมอย่างเหนียวแน่นถึงปัจจุบัน ยังมีอาหารชนิดหนึ่งที่เคยเป็นตัวแทนของรสชาติแบบอังกฤษ ที่กำลังจะเลือนหายไปในปัจจุบัน อาหารที่ว่านั้นคือ เยลลีปลาไหล (Jellied Eels)
Read More
Read More

Culinary Revolution

การกำเนิดขึ้นของแท่นพิมพ์ ดินปืน และเข็มทิศในช่วงศตวรรษที่ 14-15 ได้นำพาความเปลี่ยนหลายอย่างมาสู่โลกของอาหาร เริ่มจากเครื่องเทศ และวัตถุดิบจากแดนไกลไม่ว่าจะเป็นอัฟริกา อินเดีย ละตินอเมริกาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมอาหาร ถัดจากนั้นวิทยาการด้านการพิมพ์ทำให้ตำรับตำราอาหารเผยแพร่องค์ความรู้ในเรื่องการปรุงและการทำไปทั่วทั้งยุโรป และที่สุดตำแหน่งพ่อครัวที่ไม่เคยมีบทบาทอะไร กลับเริ่มโดดเด่นขึ้นในฐานะของศิลปินผู้สร้างสรรค์จานอาหาร หนึ่งในนั้นได้แก่ มาเอสโตร มาร์ติโนแห่งโคโม (Maestro Martino of Como) พ่อครัวที่เคยทำงานในราชสำนักแห่งมิลาน ผู้เขียน Libro de arte coquinara (Book of the Art of Cooking)
Read More
Ch'a Ching
Read More

Ch’a Ching

ชานั้นเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับสอง เป็นรองมาจากน้ำเปล่า การดื่มชามีหลากหลาย ตั้งแต่เสิร์ฟในถ้วยใบเล็กแบบจีน ถูกตีด้วยแปรงชงชาไม้ไผ่ (Chasen) จนเป็นฟอง เติมนม น้ำตาล ผสมกระวาน หรือใบสะระแหน่ ใส่น้ำแข็งหรือผลไม้สด ฯลฯ ในแต่ละที่ดูเหมือนจะมีวิธีการดื่มชาที่พัฒนาขึ้นในแบบของตนเอง จนมาล่าสุดก็คือชานมไข่มุก (Boba Tea) ซึ่งได้รับความแพร่หลายไปทั่วโลก
Read More