John Locke กับ ‘ชู้ลับ’

จอห์น ลอค (John Locke) นักปรัชญาฝ่ายประจักษ์นิยม (Empiricism) ที่เชื่อว่าความรู้ของมนุษย์นั้นมาจากประสบการณ์ จิตคนเราแรกเกิดเป็นดั่งกระดานชนวนว่างเปล่า (Tabula rasa) บทบาทสำคัญของลอคคือการเผยแพร่แนวคิดเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคล (Private Property) และประชาธิปไตยสมัยใหม่ คนส่วนใหญ่มักจะจดเขาในฐานะนักคิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 17 หากมีเพียงน้อยคนจะทราบว่าลอคเป็นหนึ่งในผู้หลงใหลในการดื่มชาในระดับคลั่งไคล้หาใครเปรียบเหมือน

ชาเป็นหนึ่งในสามเครื่องดื่มที่ทรงอิทธิพลต่อทวีปยุโรปถัดจากชอคโกแลตและกาแฟ ซึ่งความแพร่หลายของเครื่องดื่มอันหลังนี้ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ห้องกาแฟ (Coffee-houses) ทั่วทั้งยุโรปและกรุงลอนดอน ซึ่งความนิยมในกาแฟมาพร้อมกับการสานเสวนาในประเด็นทางความคิด สังคม ศาสนา และศิลปะ

ห้องกาแฟจึงเปรียบได้ดั่ง ‘สภากาแฟ’ ที่คนในแวดวงปัญญาชนจนถึงคนธรรมดาสามัญมักจะไปใช้เวลาอยู่ที่นั่นเพื่อถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องต่างๆ และกิจกรรมดังกล่าวได้ถูกอธิบายโดยนักปรัชญาเยอรมัน ยือร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) ว่าเป็นปริมณฑลสาธารณะ (Public Sphere) ที่กลายเป็นรากฐานความคิดสำคัญของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่

จอห์น ลอคก็เป็นหนึ่งในนักคิดที่ได้เคยมีประสบการณ์ในห้องกาแฟ เพียงแต่เขาหาได้โปรดปรานรสชาติของเครื่องดื่มชนิดนี้แต่อย่างใด และที่สำคัญกว่าบรรยากาศอันเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าประชันเสียงถกเถียงกันก็สับสนวุ่นวายเกินไปสำหรับเขา โดยรวมๆ แล้ว ลอคผู้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในบิดาการแห่งประชาธิปไตยสมัยใหม่ก็ไม่ได้ชอบใช้เวลาอยู่ในร้านขายกาแฟเหมือนปัญญาชนทั่วไป (ซึ่งถ้าวันหนึ่งฮาเบอร์มาสมีโอกาสได้ไปพบลอคในโลกหลังความตายก็ควรได้ไปเคลียร์กันเอง)

จวบจนกระทั่งปี ค.ศ. 1683 ที่ลอคต้องอพยพลี้ภัยไปฮอลแลนด์ จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในอังกฤษ เขาได้ลิ้มลองชา หรือ ‘Théa’ อีกครั้ง และพบว่ามันเป็นเครื่องดื่มที่ถูกจริตและมีรสชาติดีกว่าที่เขาเคยได้ดื่มที่อังกฤษเมื่อราวหนึ่งปีก่อน

ร้านจำหน่ายใบชาที่ฮอลแลนด์เป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไป มีตัวเลือกหลากหลาย และคุณภาพของใบชาที่จัดว่าสูงกว่าที่จำหน่ายในกรุงลอนดอน โดยชาที่นำเข้าทั้งหมดนั้นมาจากพ่อค้าจีนในปัตตาเวีย และจากพ่อค้าดัทช์ที่เดินทางไปญี่ปุ่นในแต่ละปี

ในปีที่ลอคค้นพบเสน่ห์ของชา ข้อถกเถียงเรื่องสรรพคุณวิเศษกำลังกลายเป็นประเด็นเผ็ดร้อนในประเทศฮอลแลนด์ เริ่มต้นจากการตีพิมพ์ผลงาน Tractat van het excellente kruyd thee (1678) ของคอร์เนลีส เดคเคอร์ (Cornelis Degger) หรือ บอนเทโก (Bontekoe) ที่นำเสนอให้เห็นถึงคุณค่านานับประการของชา ตั้งแต่คลายความง่วงเหงาหาวนอนโดยไม่ทำลายสุขภาพ ทำให้เลือดอุ่น ข้นน้อยลง (และโดยเฉพาะตัวเขาเองนั้น ชาสามารถรักษาโรคนิ่วได้) สามารถดื่มชาให้ได้ครั้งละ 8-10 แก้ว วันละ 2 เวลา

ผลงานของบอนเทได้รับการแปลและตีพิมพ์ในภาคภาษาอังกฤษชื่อว่า Treatise about the Most Excellent Herb Tea: Showing What the Right Use of it is, and its Valuable Qualities in Times of Health and Sickness นำเสนอชาแบบ ‘ยาครอบจักรวาล’ ของบอนเทโกทำให้ใครหลายคนที่ได้อ่านบังเกิดความสงสัย โดยเฉพาะบรรดาหมอในแวดวงที่ลอคสนิทชิดเชื้อด้วย ซึ่งโดยมากมักจะตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือในแหล่งข้อมูล และข้อพิสูจน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ในตัวงาน กระทั่งมีบางคนถึงกับเชื่อว่าบริษัทนำเข้าชาอาจว่าจ้างบอนเทโกให้เขียนตำราเล่มนี้

ดังที่เราทราบดีว่าลอคเคยสนใจศึกษาวิชาแพทย์มาก่อนเมื่อครั้งที่พำนักอยู่ในกรุงลอนดอน การได้มาอยู่ในท่ามกลางบรรยากาศวิชาการด้านการแพทย์ทำให้เขามีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาและพยายามศึกษาคุณสมบัติของเครื่องดื่มชนิดนี้ด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าข้อเขียนของบอนเทโกจะเต็มไปด้วยคำถาม แต่การค้นคว้าของเขาถือเป็นใบเบิกทางให้แก่ลอค

ในสมุดบันทึกของลอคเมื่อครั้งที่เขายังอยู่ที่ฮอลแลนด์ได้เขียนถึงวิธีการดื่มชาแบบต่างๆ ทั้งจากของบอนเทโกที่ถอดแบบมาจากกับวิธีดื่มแบบจีน ไปจนถึงวิธีการที่แปลกประหลาดของนายแพทย์ชาวฮอลแลนด์นามว่า กัสปาร์ ซิบิเลียส (Caspar Sibilius) ที่ใช้ผงจากขนมปังไหม้ผสมลงไปในน้ำร้อนก่อนนำไปชงชา รวมถึงข้อเขียนเชิงวิจัยค้นคว้าต่างๆ เกี่ยวกับชาอีกมากมายที่เรียกได้เลยว่าเพียงพอจะจัดพิมพ์เป็นหนังสือได้

คงไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่า การอพยพลี้ภัยมาฮอลแลนด์ครั้งนี้ทำให้ลอคได้ก้าวเข้าสู่โลกของวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่และการดื่มชา ซึ่งทำให้เขาสามารถลิ้มรสเครื่องดื่มที่ถูกใจในท่ามกลางกลุ่มคนเล็กๆ ที่เขารู้จักในมุมอันสงบร่มรื่น ไม่อึกทึกวุ่นวายมากจนเกินไป

ปัจฉิมลิขิต: ภายหลังจากลอคได้เดินทางกลับไปยังกรุงลอนดอนในช่วงปี 1689 แต่ก็พบว่าชาที่นั่นก็ยังคงไม่ถูกปาก หรือไม่ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้ดีขึ้นจากเมื่อก่อนหน้า เขาจึงจดหมายไปหามิตรสหายที่ฮอลแลนด์ให้ส่งชาที่ดีที่สุดจากที่นั่นมาให้ หลังจากลอคได้รับชาที่ว่ากันว่ามีความหอมกรุ่นของดอกไม้และคุณภาพเทียบเท่ากับชาราคา 48 กุลเดนต่อปอนด์ในราคาเพียง 28 กุลเดน ห้องชา (Tea-House) ก็เริ่มกลายเป็นสิ่งแพร่หลายในอังกฤษมีการพัฒนาวิธีการคัดสรรไปถึงการดื่ม (จนกระทั่งห้องกาแฟทั้งหลายต้องมีชาจำหน่าย) รุ่งอรุณแห่งชานี้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับ Essay Concerning Human Understanding (1689) ผลงานชิ้นสำคัญของลอคที่ได้รับการตีพิมพ์ออกมาในปีเดียวกันนั้นเอง น่าเสียดายว่า ลอคไม่เคยกล่าวถึงชาไว้ในงานชิ้นดังกล่าวเลย หรือหากจะมีก็แค่ในงานหลังมรณกรรม Of the Conduct of the Understanding (1706) ที่เขาได้กล่าวถึงสรรพคุณของชาต่อจิตใจเพียงเล็กน้อย เครื่องดื่มชาที่ลอคคลั่งไคล้ใหลหลงจึงเป็นได้เพียง ‘ชู้ลับ’ ที่เก็บซ่อนไว้หลังม่านตัวอักษรของเขา


อ้างอิง

Markman Ellis, Richard Coulton and Matthew Mauger, Empire of Tea, (London: Reaktion Books, 2015).

A Culinary History, edited by Jean-Louis Flandrin and Massimo Montanari, translated by Albert Sonnenfeld, (New York: Columbia University Press, 2013).


You May Also Like
Read More

Marmalade

ถ้าพูดถึงคำว่า ‘มาร์มาเลด’ ขึ้นมาในตอนนี้ คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกภาพแยมส้ม หรือแยมเปลือกส้มขึ้นมา โดยอัตโนมัติ เรียกได้ว่าคำว่า ‘มาร์มาเลด’ ที่แปลว่า ‘แยมส้ม’ นั้นกลายเป็นภาพจำและนิยามของคนปัจจุบันไปแล้ว หากแต่ว่าแยมส้มนั้นเรียกได้ว่าเป็น ‘ร่างแปลง’ ของมาร์มาเลด ที่ถูกแปลงร่างเปลี่ยนความหมายไปจนมีความหมายที่แตกต่างจนสิ้นเค้าเดิม
Read More
Read More

Shio Ramen

ชินโด ราเมง เป็นร้านที่ตั้งอยู่ระหว่างอาคารพาณิชย์สีเหลืองอ่อนในตรอกเล็กๆ ตรงข้ามกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ หากคุณโชคดีก็จะมีคนหนึ่งหรือสองคน ยืนต่อแถวข้างหน้าคุณ แต่หากโชคร้ายแถวนั้นอาจยาวเสียจนคุณไม่มั่นใจว่าท้องจะสามารถอดทนรอให้ลิ้นของคุณรับรสอันลึกล้ำได้หรือเปล่า เพราะว่ามันอาจส่งเสียงโวยวายเสียงดังเสียจนคนข้างๆ คุณต้องเหลียวหลังมามอง
Read More
Read More

Culinary Triangle

“การใช้ไฟปรุงอาหารคือนวัตกรรมที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์เช่นทุกวันนี้” โคลด เลวี-สโตรส (Claude Lévi-Strauss) เป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาคนสำคัญที่อายุยืนที่สุดในโลก แม้ชื่อของเขามักจะถูกนำไปจำสลับกับกางเกงยีนส์ยี่ห้อดัง แต่สำหรับโลกวิชาการแล้วนั้น เขาคือแบรนด์ทางความคิดที่แข็งแรงและคงอยู่ข้ามศตวรรษ
Read More
Jellied Eels
Read More

Jellied Eels

รสชาติของอังกฤษคืออะไร? หากไม่นับฟิชแอนด์ชิปส์ (Fish and Chips) พายเนื้อ (Meat Pie) ยอร์กเชอร์พุดดิ้ง (Yorkshire Pudding) ที่ยังได้รับความนิยมอย่างเหนียวแน่นถึงปัจจุบัน ยังมีอาหารชนิดหนึ่งที่เคยเป็นตัวแทนของรสชาติแบบอังกฤษ ที่กำลังจะเลือนหายไปในปัจจุบัน อาหารที่ว่านั้นคือ เยลลีปลาไหล (Jellied Eels)
Read More
Read More

Culinary Revolution

การกำเนิดขึ้นของแท่นพิมพ์ ดินปืน และเข็มทิศในช่วงศตวรรษที่ 14-15 ได้นำพาความเปลี่ยนหลายอย่างมาสู่โลกของอาหาร เริ่มจากเครื่องเทศ และวัตถุดิบจากแดนไกลไม่ว่าจะเป็นอัฟริกา อินเดีย ละตินอเมริกาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมอาหาร ถัดจากนั้นวิทยาการด้านการพิมพ์ทำให้ตำรับตำราอาหารเผยแพร่องค์ความรู้ในเรื่องการปรุงและการทำไปทั่วทั้งยุโรป และที่สุดตำแหน่งพ่อครัวที่ไม่เคยมีบทบาทอะไร กลับเริ่มโดดเด่นขึ้นในฐานะของศิลปินผู้สร้างสรรค์จานอาหาร หนึ่งในนั้นได้แก่ มาเอสโตร มาร์ติโนแห่งโคโม (Maestro Martino of Como) พ่อครัวที่เคยทำงานในราชสำนักแห่งมิลาน ผู้เขียน Libro de arte coquinara (Book of the Art of Cooking)
Read More
Ch'a Ching
Read More

Ch’a Ching

ชานั้นเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับสอง เป็นรองมาจากน้ำเปล่า การดื่มชามีหลากหลาย ตั้งแต่เสิร์ฟในถ้วยใบเล็กแบบจีน ถูกตีด้วยแปรงชงชาไม้ไผ่ (Chasen) จนเป็นฟอง เติมนม น้ำตาล ผสมกระวาน หรือใบสะระแหน่ ใส่น้ำแข็งหรือผลไม้สด ฯลฯ ในแต่ละที่ดูเหมือนจะมีวิธีการดื่มชาที่พัฒนาขึ้นในแบบของตนเอง จนมาล่าสุดก็คือชานมไข่มุก (Boba Tea) ซึ่งได้รับความแพร่หลายไปทั่วโลก
Read More