Chef’s Salad, Please
กว่าจะมาเป็น ‘เชฟสลัด’

“ขอเชฟสลัดด้วยครับ”
“กลับบ้านหรือทานที่นี่?”
“กลับบ้าน! คุณเพิ่งมาทำงานที่นี่ใช่ไหม? ไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย”
“…”
“คุณชอบฟังเพลงดังๆ เหรอ”
“ใช่ ยิ่งดังก็ยิ่งดี ทำให้ไม่ต้องคิดอะไร”
“คุณไม่ชอบคิดเหรอ? แล้วคุณชอบอะไรล่ะ?”
“ยังไม่รู้เลย ถ้าฉันนึกออกจะบอกคุณแล้วกัน แล้วคุณล่ะชอบอะไร?”
“…ก็เชฟสลัดไง”

ภาพยนตร์เรื่อง Chunking Express ของหว่อง การ์-ไว (Wong Kar-Wai) ได้ฉายให้เห็นถึงอิทธิพลที่วัฒนธรรมอเมริกันมีต่อตัวละคร ตั้งแต่บาร์ไปจนถึงร้านอาหารจานด่วน Midnight Express ที่กลายเป็นฉากสำคัญในเรื่อง โดยหนึ่งในเมนูที่ถูกกล่าวถึงอยู่หลายกรรมหลายวาระด้วยกันก็คือ เชฟสลัด (Chef Salad/Chef’s Salad) หรือ ชูฉีซาลา (厨师沙拉) ในภาษากวางตุ้ง

ภาพของเชฟสลัดที่ปรากฏใน Chungking Express ตอนที่นายตำรวจหนุ่ม 223 ได้สั่งเชฟ
สลัดมากินในห้องพักถึง 4 จานด้วยกัน

ครั้งแรกคือตอนที่ 223 นายตำรวจหนุ่มได้สั่งเชฟสลัดมากินถึง 4 จานระหว่างนั่งดูหนังเก่า 2 เรื่องที่ห้องพัก 702 ในคืนก่อนวันเกิด (ข้างๆ เขาเป็นหญิงนิรนามสวมวิกผมทองที่แสร้งทำเป็นหลับ) ครั้งต่อมาและอีกหลายครั้งคือตอนที่นายตำรวจ 663 เดินไปสั่งอาหารที่ร้านจานด่วนแบบอเมริกันที่อาเฟยทำงานอยู่

เชฟสลัดที่ 663 ซื้อไปฝากคนรักเป็นประจำนั้นเป็นมากกว่าอาหารธรรมดาทั่วไป เพราะมันได้กลายเป็นภาพตัวแทนของความรักที่เขามีต่อเธอ ภายหลังจากเจ้าของร้านเสนอให้เขาซื้ออาหารอื่นๆ เช่นฟิชแอนด์ชิปให้เป็นทางเลือก เขาถึงได้รู้ว่าคนรักไม่ได้ชื่นชอบเชฟสลัดเช่นเดียวกับเขา และสุดท้ายเธอก็จากเขาไป

เราแทบไม่ได้เห็นภาพเชฟสลัดชัดๆ (หรือถ้ามีก็เพียงผ่านตา เช่นในฉากโรงแรมที่ 223 เข้าพัก) ซึ่งคงทำให้ใครหลายคนอยากทราบว่าหน้าตาของสลัดที่ว่าเป็นอย่างไร บทความนี้จึงขอทำหน้าที่นำพาทุกคนย้อนกลับไปทำความรู้จักกับอาหารดังกล่าวนับจากจุดกำเนิด

ฉากที่นายตำรวจ 663 เดินไปสั่งเชฟสลัดจากอาเฟย

สลัด หรือ salad มาจากคำในภาษาละติน sal ที่หมายถึง ‘เกลือ’ และ salata อันหมายถึงสิ่งที่ถูกโรยเกลือ ชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 14 เรียกสลัดว่า Sallet

สลัดเป็นรูปแบบหรือวิธีการกินผักของชาวกรีกและโรมันโบราณที่รับประทานในฐานะของ ‘ยา’ หรือสิ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีอายุยืนยาว[1]

ดังปรากฏในเรื่องราวประวัติศาสตร์ก่อนหน้าว่าเป็นอาหารจานโปรดของออกุสตุส (Augustus) จักรพรรดิคนแรกแห่งอาณาจักรโรมันผู้มีชีวิตอยู่ระหว่าง 63-23 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งมีวิธีการที่เรียบง่ายมากๆ คือ การนำเอาผักผักกาดหอม (lettuce) มาโรยเกลือ คลุกเคล้าด้วยน้ำมัน จากนั้นเหยาะน้ำส้มสายชูหมัก (vinegar) แล้วจึงรับประทาน

ในตำรา On Food and Diet ของกาเลนแห่งเพอร์กามอน (Galen of Pergamon) ที่ตีพิมพ์ในช่วง 2 ศตวรรษแรกของคริสตกาลได้กล่าวถึงความพิเศษของผักกาดหอมว่า “แพทย์ทั้งหลายต่างลงความเห็นว่าผักใบเขียวชนิดนี้มีความเหนือกว่าผักใบเขียวอื่นๆ”

สลัดจานแรกๆ จึงอาจหมายถึงสลัดผักกาดหอมคลุกเกลือและน้ำมันเหยาะน้ำส้มสายชูหมักแบบซีซาร์ออกุสตุส ที่ต่อมาได้กลายเป็นบรรพบุรุษของสลัดที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ แน่นอนว่าแตกต่างห่างไกลจากซีซาร์สลัด (Caesar Salad) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหมายถึงสลัดผักกาดหอม หรือผักกาดแก้ว คลุกเคล้ากับมายองเนส โรยหน้าด้วยชีสขูด เบคอน ขนมปังกรอบ (เชื่อกันว่าคิดค้นขึ้นโดยชาวอิตาลีในเม็กซิโก) แต่ด้วยความเรียบง่ายของสลัดจานแรกนี้เองทำให้ในอดีตก่อนหน้าแทบไม่เคยมีการบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะถูกมองว่าเป็นวิธีการพื้นๆ ที่ใครก็น่าจะรู้ จนไม่เรียกว่าเป็นสูตรอาหาร (recipe)

สลัดได้รับการบันทึกไว้ในตำรา De re coquinaria (The Art of Cooking) ของมาร์คัส กาเวียส อาพิเชียส (Marcus Gavius Apicius) มหาเศรษฐีผู้ใช้ทรัพย์สินหมดไปกับการกินดื่มและการจัดงานเลี้ยง (ว่ากันว่าเขาตัดสินใจจบชีวิตตนเองภายหลังจากรู้ว่าไม่มีเงินเหลือพอให้ผลาญอีกแล้ว) ตำราอาหารของเขาที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) แม้จะวางอยู่บนองค์ความรู้ทางการแพทย์โบราณ แต่ก็มีความอลังการงานสร้างและเต็มไปด้วยวัตถุดิบที่หาได้ยากมากมาย

อย่างสลัดของอาพิเชียสที่มีชื่อในภาษาละตินว่า sala cattabia ก็มีความสลับซับซ้อนและรายละเอียดที่มากขึ้นกว่าสลัดของซีซาร์ออกุสตุสอย่างเปรียบเทียบมิได้ เริ่มตั้งแต่มีการนำผักไปปรุงสุก ใส่เนื้อสัตว์จำพวกไก่ และชีส จนคล้ายคลึงกับสลัดซัลมากุนดิ (salmagundi salad) ในศตวรรษที่ 18 ที่นักประวัติศาสตร์อาหารบางคนเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของเชฟสลัด

ชื่อ ‘ซัลมากุนดิ’ แผลงมาจากคำว่า salmigondin ปรากฏครั้งแรกในวรรณกรรมเรื่องสำคัญจากศตวรรษที่ 16 La vie de Gargantua et de Pantagruel ของฟร็องซัวส์ ราบเลส์ (Françoise Rabelais) ซัลมากุนดิหมายถึงการรวมกันของสิ่งต่างๆ ที่ดูไม่เข้ากัน สลัดซัลมากุนดินี้แพร่หลายในทวีปอเมริกาช่วงอาณานิคม และด้วยเพราะเหตุดังกล่าวอาหารจานนี้จึงมักถูกอธิบายว่าเป็นต้นกำเนิดของเชฟสลัดที่มีส่วนผสมของทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ต้ม ชีส และผักต่างๆ ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม สลัดพื้นๆ ในแบบออกุสตุสไปจนถึงสลัดพิสดารของอพิเชียสก็ไม่ได้เป็นอาหารธรรมดาๆ แต่เป็นอาหารที่แสดงฐานะและความเป็นชนชั้น ด้วยเพราะการเพาะปลูกพืชพัก ณ เวลานั้นสามารถทำได้ในภูมิภาคและฤดูกาลอันจำกัด โดยเฉพาะผักสดใหม่ที่นำมากินเป็นสลัดในทุกมื้ออาหารจึงนับได้ว่าเป็นของหรูหราและฟุ่มเฟือยอย่างถึงที่สุดสำหรับคนธรรมดาสามัญ

ตำราอาหารสมัยใหม่เล่มแรกๆ ของโลก De honesta voluptate et valetudine (On Right Pleasure and Good Health) ของพลาตินา (Platina) อันเป็นนามปากกาของบาร์โตโลมีโอ ซาคชี (Bartolomeo Sacchi) ผสานองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์กรีกโบราณเข้ากับสูตรอาหารของมาเอสโตร มาร์ติโน (Maestro Martino) พ่อครัวระดับตำนานแห่งยุคเรอเนสซ็องส์ได้เน้นย้ำถึงความเป็นอาหารเพื่อสุขภาวะของอาหารจานผัก และความโด่งดังของหนังสือเล่มนี้ทำให้สลัดกลายเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงทั่วทั้งยุโรป

ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 16 บาร์โตโลมีโอ สคัปปี (Bartolomeo Scappi) ได้รวบรวมสูตรการทำสลัดจำนวนหนึ่งเอาไว้ในผลงานที่ชื่อว่า Opera ของเขา และสคัปปีได้เริ่มกล่าวถึงการใช้ส้อม (fork) กินสลัดเป็นครั้งแรก

ต้องเท้าความสักนิดหนึ่งก่อนว่า แม้ส้อมจะเป็นอุปกรณ์ที่ชาวยุโรปใช้มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็เหมือนกับมีดตรงที่มักจะเป็นเพียงอุปกรณ์กลางที่ช่วยสำหรับการหั่น แบ่ง หรือยกอาหารแจกจ่ายเท่านั้น อุปกรณ์ในการกินหลักๆ มีเพียงก็แค่ ‘มือ’ หรือ ‘ผ้าเช็ดปาก’ จึงยังไม่มีใครคิดส้อมมาเป็นอุปกรณ์รับประทานอาหารโดยตรง ในราชสำนักของอังกฤษเองกว่าจะรู้จักการกินด้วยส้อมก็เมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 17 ไปแล้ว นี่จึงเป็นการบรรจบพบกันครั้งแรกๆ ระหว่าง ‘ส้อม’ กับ ‘สลัด’ ในประวัติศาสตร์ของอาหาร

ด้วยเพราะอิตาลีถือเป็นหนึ่งในดินแดนอันน้อยนิดในภาคพื้นทวีปที่สามารถเพาะปลูกพืชผักใบเขียวได้ดี อาหารจานผักเช่นสลัดจึงนับเป็นอาหารที่ผูกพันกับความเป็นชนชาติของอิตาลีมายาวนานไม่น้อยกว่าอาหารจำพวกเส้น ในบันทึกของจักโคโม คาสเตลเวโทร (Giacomo Castelvetro) ซึ่งต้องอพยพไปประเทศอังกฤษในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เพราะความเชื่อทางศาสนา ได้รำลึกถึงพืชผักและผลไม้ในบ้านเกิดผ่านงาน The Fruits and Vegetables of Italy (1614) และเขายังได้ตอกย้ำถึงความสำคัญในการตระเตรียมผัก ตั้งแต่การนำมาล้างทำความสะอาด ขจัดกรวดทราย และซับให้แห้งด้วยผ้าลินินก่อนจะนำไปทำสลัด ซึ่งก็คือวิธีการเดียวกับซีซาร์ออกุสตุสคือ โรยเกลือ ใส่น้ำมัน และเหยาะน้ำส้มสายชูหมักเพียงเล็กน้อย

คาสเตลเวโทรเชื่อว่า อาหารสลัดผักสดช่วยให้เราเจริญอาหารได้ดีกว่าสลัดผักสุก เพราะสีสันและรสชาติช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ความเขียวสดใหม่ของมันนั้นสร้างความสุขแก่สายตา เป็นประโยชน์แก่สุขภาพ และขจัดความเศร้าหมอง ซึ่งมักจะเดินทางมาพร้อมกับฤดูหนาว

แต่แน่นอนว่า เกาะอังกฤษที่คาสเตลเวโทรจำต้องพำนักอยู่นั้นไม่ได้มีผักใบเขียวเพาะปลูกมากมายเท่ากับบ้านที่เขาจากมา และโดยมากเรียกได้ว่าขาดแคลนด้วยซ้ำ สลัดเช่นที่เขาเคยบริโภค ณ ตอนนี้ก็เป็นเพียงอาหารสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น การเขียน The Fruits and Vegetables of Italy ในแง่หนึ่งจึงเป็นเสมือนการรำลึกถึงวันเวลาที่สาบสูญของคาสเตลเวโทรเพียงเท่านั้น

มีเกร็ดเล่าว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่โปรดปรานสลัด หรือ salade เพียงแต่จะเสวยด้วยมือเปล่าแทน ‘ส้อม’ ที่พระองค์มองว่าไม่เหมาะสม หรือเป็นอุปกรณ์ที่แลดูป่าเถื่อนไร้อารยธรรม

สลัดได้เดินทางข้ามไปสู่ทวีปอเมริกาพร้อมๆ กับการค้นพบโลกใหม่ ในตำรา Herbal Cures: America’s First Book of Botanic Healing ของคริสโตเฟอร์ เซาเออร์ (Christopher Sauer) ช่างพิมพ์ชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่ที่เมืองเพนซิลวาเนีย (Pennsylvania) ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 18 ได้กล่าวถึงพืชพรรณอย่างน้อย 35 ชนิดที่สามารถนำมาทำเป็นสลัด อาทิ วอเตอร์เครส ผักโขม หัวไชเท้า สมุนไพร (Herbs) เช่น ออริกาโน โรสแมรี หญ้าฝรั่น โดยไม่มีการกล่าวถึงผักกาดหอม หรือ lecctuce แต่อย่างใด ตำราของเซาเออร์ยังคงเน้นย้ำคุณประโยชน์ของสลัดในฐานะของอาหารเพื่อสุขภาพ แม้กระนั้นใน American Cookery (1796) ของอเมเลีย ซิมมอนส์ (Amelia Simmons) กลับไม่ได้มีการกล่าวถึงสูตรการทำสลัดไว้ในตำราเล่มนี้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามตอนที่บริลาต์-ซาวาแร็ง (Brillat-Savarin) ผู้เขียนหนังสือเล่มดัง Physiology of Taste (1825) เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เขาได้สังเกตเห็นสลัดปรากฏอยู่ในมื้ออาหารของชาวนิวยอร์ค ซึ่งเสิร์ฟมาคู่กับอาหารจานหลักอย่างเนื้อและไก่งวง แม้บริลาต์-ซาวาแร็งจะมิได้อธิบายถึงรายละเอียดของสลัดที่ชาวอเมริกันบริโภค แต่ก็ชัดเจนว่าอาหารจานนี้เริ่มพบเห็นได้ทั่วไป

ในตำรา The Cook’s Own Book ที่เขียนโดย นาง เอ็น.เค.เอ็ม. ลี (N.K.M. Lee) แม่บ้านชาวบอสตันได้บันทึกสูตรการทำสลัดแบบอเมริกันเอาไว้เป็นครั้งแรก และในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 นั้นวัตถุดิบราคาแพงอย่างล็อบสเตอร์ ก็เริ่มถูกนำไปใส่ในสลัด

การกำเนิดของเชฟสลัดยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่ของนักประวัติศาสตร์อาหาร ว่าที่จริงแล้วมันมีที่มาจากสลัดซัลมากุนดิที่ไปพร้อมกับชาวยุโรปในอเมริกา หรือเป็นสิ่งที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นใหม่เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 เหมือนเช่น คอบบ์สลัด (Cobb Salad) แห่งร้านอาหารบราวน์ เดอร์บี้ (Brown Derby Restaurant) ซึ่งมีเจ้าของนามว่า บอบ คอบบ์ (Bob Cobb)

คงไม่เกินเลยไปจากความจริงนัก หากจะกล่าวว่า เชฟสลัดเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่นักกินทั้งหลายก็จากชื่อของหลุยส์ ดิอาต์ (Louis Diat) เชฟชาวอเมริกัน-ฝรั่งเศสแห่งโรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน นิวยอร์กที่ทำให้เมนูดังกล่าวเป็นที่โจษจันกัน จนภัตตาคารชื่อดังต่างๆ เริ่มมีเมนูเชฟสลัดของตนเอง

แต่ถึงแม้จะไม่มีบทสรุปแน่ชัดในจุดกำเนิด หากสูตรการทำเชฟสลัดก็ได้รับบรรจุลงไปในตำราอาหาร The Joy of Cooking ของเออร์มา เอส. รอมบาวเออร์ (Irma S. Rombauer) ที่ตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกในปี 1936

โดยมีวิธีการคือ นำเอากระเทียมมาถูให้ทั่วชามสลัด นำเอาผักกาดหอมมาวาง จากนั้นก็เป็นปลาแอนโชวี่ที่ซับน้ำจนแห้งและสับละเอียด ใส่มะกอกดองแบบไม่มีเมล็ด หัวราดิชฝานบาง มะเขือเทศปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ไข่ต้มสุกหั่นเป็นแว่นๆ เหยาะเฟรนช์เดรสซิ่ง แล้วคลุกเคล้าทั้งหมดให้เข้ากันก่อนนำไปเสิร์ฟ

ถ้าเชฟสลัดเป็นสิ่งที่กำเนิดขึ้นใหม่ดังข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่ง สองรัฐสำคัญที่ทำให้อาหารจานนี้เป็นที่รู้จักก็คือนิวยอร์ก และแคลิฟอร์เนีย เมืองที่ตัวละครอาเฟยใน Chungking Express ตั้งใจจะไปให้ได้สักครั้ง ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับบาร์ที่ 663 นัดอาเฟย์ไว้ในตอนท้าย แต่อาเฟย์กลับเดินทางไปยังอีกแคลิฟอร์เนียหนึ่ง ที่อาจเป็นต้นกำเนิดของเชฟสลัดนั่นเอง


อ้างอิง

Judith Weinraub, Salad: A Global History (London: Reaktion, 2016).

Irma S. Rombauer, Marion Rombauer Becker and Ethan Becker, Joy of Cooking: All About Salads & Dressings (New York: Scribner, 2001)

Asfora Nadler, W. (2016), “Collecting and Interpreting Apicius in Fifteenth-Century Italy. Manuscript Tradition and Circulation of Culinary/Dietary Knowledge” Food and History, 14(2-3), 183–203. doi:10.1484/j.food.5.115339


[1] การควบคุมอาหาร หรือ Diet ในความหมายของชาวกรีกและโรมันโบราณ ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีปฏิบัติเรื่องการควบคุมร่างกายที่ต้องประกอบร่วมกับกิจวัตรอื่นๆ เช่น การออกกำลัง การทำงาน การอาบน้ำ การนอนหลับ และประกอบกิจกรรมทางเพศ โดยมีเป้าหมายเพื่อหลีกพ้นจากความเจ็บป่วย

You May Also Like
Read More

Marmalade

ถ้าพูดถึงคำว่า ‘มาร์มาเลด’ ขึ้นมาในตอนนี้ คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกภาพแยมส้ม หรือแยมเปลือกส้มขึ้นมา โดยอัตโนมัติ เรียกได้ว่าคำว่า ‘มาร์มาเลด’ ที่แปลว่า ‘แยมส้ม’ นั้นกลายเป็นภาพจำและนิยามของคนปัจจุบันไปแล้ว หากแต่ว่าแยมส้มนั้นเรียกได้ว่าเป็น ‘ร่างแปลง’ ของมาร์มาเลด ที่ถูกแปลงร่างเปลี่ยนความหมายไปจนมีความหมายที่แตกต่างจนสิ้นเค้าเดิม
Read More
Read More

Shio Ramen

ชินโด ราเมง เป็นร้านที่ตั้งอยู่ระหว่างอาคารพาณิชย์สีเหลืองอ่อนในตรอกเล็กๆ ตรงข้ามกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ หากคุณโชคดีก็จะมีคนหนึ่งหรือสองคน ยืนต่อแถวข้างหน้าคุณ แต่หากโชคร้ายแถวนั้นอาจยาวเสียจนคุณไม่มั่นใจว่าท้องจะสามารถอดทนรอให้ลิ้นของคุณรับรสอันลึกล้ำได้หรือเปล่า เพราะว่ามันอาจส่งเสียงโวยวายเสียงดังเสียจนคนข้างๆ คุณต้องเหลียวหลังมามอง
Read More
Read More

Culinary Triangle

“การใช้ไฟปรุงอาหารคือนวัตกรรมที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์เช่นทุกวันนี้” โคลด เลวี-สโตรส (Claude Lévi-Strauss) เป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาคนสำคัญที่อายุยืนที่สุดในโลก แม้ชื่อของเขามักจะถูกนำไปจำสลับกับกางเกงยีนส์ยี่ห้อดัง แต่สำหรับโลกวิชาการแล้วนั้น เขาคือแบรนด์ทางความคิดที่แข็งแรงและคงอยู่ข้ามศตวรรษ
Read More
Jellied Eels
Read More

Jellied Eels

รสชาติของอังกฤษคืออะไร? หากไม่นับฟิชแอนด์ชิปส์ (Fish and Chips) พายเนื้อ (Meat Pie) ยอร์กเชอร์พุดดิ้ง (Yorkshire Pudding) ที่ยังได้รับความนิยมอย่างเหนียวแน่นถึงปัจจุบัน ยังมีอาหารชนิดหนึ่งที่เคยเป็นตัวแทนของรสชาติแบบอังกฤษ ที่กำลังจะเลือนหายไปในปัจจุบัน อาหารที่ว่านั้นคือ เยลลีปลาไหล (Jellied Eels)
Read More
Read More

Culinary Revolution

การกำเนิดขึ้นของแท่นพิมพ์ ดินปืน และเข็มทิศในช่วงศตวรรษที่ 14-15 ได้นำพาความเปลี่ยนหลายอย่างมาสู่โลกของอาหาร เริ่มจากเครื่องเทศ และวัตถุดิบจากแดนไกลไม่ว่าจะเป็นอัฟริกา อินเดีย ละตินอเมริกาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมอาหาร ถัดจากนั้นวิทยาการด้านการพิมพ์ทำให้ตำรับตำราอาหารเผยแพร่องค์ความรู้ในเรื่องการปรุงและการทำไปทั่วทั้งยุโรป และที่สุดตำแหน่งพ่อครัวที่ไม่เคยมีบทบาทอะไร กลับเริ่มโดดเด่นขึ้นในฐานะของศิลปินผู้สร้างสรรค์จานอาหาร หนึ่งในนั้นได้แก่ มาเอสโตร มาร์ติโนแห่งโคโม (Maestro Martino of Como) พ่อครัวที่เคยทำงานในราชสำนักแห่งมิลาน ผู้เขียน Libro de arte coquinara (Book of the Art of Cooking)
Read More
Ch'a Ching
Read More

Ch’a Ching

ชานั้นเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับสอง เป็นรองมาจากน้ำเปล่า การดื่มชามีหลากหลาย ตั้งแต่เสิร์ฟในถ้วยใบเล็กแบบจีน ถูกตีด้วยแปรงชงชาไม้ไผ่ (Chasen) จนเป็นฟอง เติมนม น้ำตาล ผสมกระวาน หรือใบสะระแหน่ ใส่น้ำแข็งหรือผลไม้สด ฯลฯ ในแต่ละที่ดูเหมือนจะมีวิธีการดื่มชาที่พัฒนาขึ้นในแบบของตนเอง จนมาล่าสุดก็คือชานมไข่มุก (Boba Tea) ซึ่งได้รับความแพร่หลายไปทั่วโลก
Read More